การอบรมเลี้ยงดู102
วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2565
ครั้งที่11
รูปแบบการอบรมเลี้ยงดู: แนวคิดของ Diana Baumrind
Diana Baumrind’s Parenting Styles
ในมุมมองของนักจิตวิทยาส่วนใหญ่ต่างเห็นว่า การจะพัฒนามนุษย์ให้เป็นประชากร ท่ีมีคุณภาพมีปัจจัย 2 ด้านเข้ามาเก่ียวข้อง คือ 1 ปัจจัยด้านพันธุกรรม 2 ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม โดยพันธุกรรมจะเป็นตัวกําหนดขีดความสามารถหรือแนวโน้มของพัฒนาการ ส่วนสภาพแวดล้อมจะเป็นตัวผลักดันทําให้พัฒนาการน้ัน เร็วหรือล่าช้าได้
ในปี ค.ศ. 1967 Baumrind ได้ศึกษาเด็กก่อนวัยเรียน และ ผู้ปกครองของเด็กโดยการสังเกตพฤติกรรมของเด็ก ทั้งที่โรงเรียนและท่ีบ้าน ประกอบกับการสัมภาษณ์ ผู้ปกครองและสังเกตปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครอง กับเด็กที่บ้าน จากการศึกษาดังกล่าว Baumrind ได้ทําการวิเคราะห์แบ่งองค์ประกอบพฤติกรรมของ บิดามารดาในการอบรมเลี้ยงดูบุตรออกเป็น 2 มิติ กว้างๆ คือ
1. มิติควบคุม หรือ เรียกร้องจากพ่อแม่(Controlling / Demand) คือ การที่พ่อแม่กําหนดมาตรฐานสําหรับเด็กและเรียกร้องให้เด็กทําตาม
2. มิติการตอบสนองความรู้สึกเด็ก(Responsive) คือ การที่พ่อแม่หรือผู้ดูแลเด็ก ตอบสนองต่อความต้องการของเด็ก บางคนจะยอมรับ เข้าใจดี
Baumrind (1971) ได้ผสมผสาน 2 มิติ ดังกล่าว และจัดรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูเป็น 3 รูปแบบ ดังนี้
1. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบเอาใจใส่(Authoritative Parenting Style)
2. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบควบคุม (Authoritarian Parenting Style)
3. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบตามใจ (Permissive Parenting Style)
Maccoby and Martin (1983) ได้ ศึกษารูปแบบการอบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind และได้จําแนกรูปแบบการอบรมเลี้ยงดู แบบที่ 4 เพิ่มเติมจากที่ Baumrind ได้เสนอไว้ คือ
4. รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบทอดทิ้ง (Uninvolved Parenting Style)
การอบรมเลี้ยงดูตามแนวคิดของ Baumrind กับตัวแปร ทางจิตวิทยาโดยภาพรวมอาจกล่าวได้ว่า รูปแบบ การอบรมเลี้ยงดูที่มีประสิทธิภาพ สามารถหล่อหลอม ให้เด็กและเยาวชนเป็นผู้ท่ีมีความสามารถในการ ปรับตัว มีพฤติกรรมทางสังคมท่ีเหมาะสม มีความ สามารถในการกํากับตนเอง ตลอดจนมีพัฒนาการ ทางอารมณ์ท่ีดี ก็คือ รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูแบบ เอาใจใส่ สอดคล้องกับงานวิจัยของ พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์ และคณะ (2545)
คู่มือการฝึกอบรมครูและผู้ดูแลเด็ก
ยูนิเซฟให้คำนิยามเด็กปฐมวัย คือ เด็ก ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงอายุ 8 ปี แต่ในประเทศไทยนั้นได้มีผู้ให้ความหมาย ไว้ว่า หมายถึง เด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง ก่อนเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งรวมถึงเด็กที่อยู่ในครรภ์มารดาเด็ก ต้องการการดูแลและการปฏิบัติอย่าง เหมาะสมเช่นเดียวกัน เพราะมีส่วนสำคัญกับตั้งแต่เด็กแรกเกิดและการเติบโต
บทบาทสำคัญของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ในการดูแลเด็กปฐมวัย
พ่อแม่ ผู้ปกครองควรจัดกิจกรรมเสริม สร้างการเรียนรู้ และ ส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษา โดยการเล่น คุย ร้องเพลง เล่านิทาน อ่านหนังสือร่วมกับเด็ก
พ่อแม่ผู้ปกครองควรให้ความรักเอาใจใส่ อุ้ม กอด สัมผัส และช่วยให้เด็กรู้จักการช่วยเหลือตนเอง สามารถ ทำกิจวัตรต่างๆ ของตนได้ตามวัย
การให้การศึกษาผู้ปกครอง (Parenting Programme) หรือการจัด โปรแกรมให้ความรู้การอบรมเลี้ยงดูเด็ก ปฐมวัยแก่พ่อแม่ ผู้ปกครองเป็นการสร้างทัศนคติที่ดี และสร้างทักษะให้สามารถจัดกิจกรรมต่างๆกับเด็กอย่างหลากหลาย สร้างทัศนคติที่ดี และสร้างทักษะให้สามารถ จัดกิจกรรมต่างๆกับเด็กอย่างหลากหลาย
การให้คำปรึกษาแก่พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูในการดูแลและเลี้ยงดูเด็ก ปฐมวัยให้เกิดพัฒนาการตามวัย สิ่งที่ต้องคำนึงถึง คือ การสร้าง ความรู้สึกว่าการพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็น สิ่งที่ต้องทำแบบมีส่วนร่วม และเป็นหุ้นส่วนกัน(Partner)
การจัดกิจกรรมกลุ่มแก่พ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู เพื่อส่งเสริมการดูแลและเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย การสร้างความผูกพันรักใคร่เป็นพื้นฐานสำคัญในการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย พ่อแม่ ผู้ปกครอง
พัฒนาการของเด็กปฐมวัย เกิดจากการเปลี่ยนแปลงที่มีผลจากพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อมท่ีมีอิทธิพลต่อตัวเด็ก การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลทั้งร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา
การสื่อสารมีความสำคัญกับ เด็กปฐมวัยและทุกๆ คน เด็กจะมีการพัฒนาการด้านการสื่อสารตั้งแต่แรกคลอด และพัฒนาการของการใช้ภาษาตลอดจน วิธีการสื่อสารได้เหมาะสมตามวัยและ อายุที่เพิ่มขึ้นการสื่อสารยังเป็นการแสดงออกถึง อารมณ์ความรู้สึก ความต้องการและ ความคิดของเด็ก พ่อแม่ผู้เลี้ยงดูครู หรือผู้ดูแลเด็ก ควรสร้างความเข้าใจใน ตัวเด็กผ่านการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดยมีการสื่อสารเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็ก
ครั้งที่9




